วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุดคือการไม่มีเพศสัมพันธ์ หากยังมีเพศสัมพันธ์ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก
  • ไม่เปลี่ยนคู่นอน ให้มีสามีหรือภรรยาคนเดียว 
  • ใส่ถุงยางให้ถูกต้องหากจะมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ทราบว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ 
  • อย่ามีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อยเพราะจากสถิติหากมีเพศสัมพันธ์อายุน้อยจะมีโอกาสติดโรคสูง 
  • ให้ตรวจประจำปีเพื่อหาเชื้อโรคแม้ว่าจะไม่มีอาการ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการแต่งงานใหม่ 
  • เรียนรู้อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 
  • อย่าร่วมเพศขณะมีประจำเดือน เพราะจะทำให้เกิดโรคติดต่อได้ง่าย 
  • อย่ามีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก หากจำเป็นให้สวมถุงยางอนามัย 
  • อย่าสวนล้างช่องคลอดเพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย 

ประสิทธิภาพของถุงยางอนามัย ในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์


ประสิทธิภาพของถุงยางอนามัยในการคุมกำเนิด

ถุงยางอนามัย เป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ดี มีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ ถ้าใช้ถุงยางอนามัยที่ได้มาตรฐาน ไม่เสื่อม ไม่รั่ว ไม่ซึม ใช้อย่างถูกวิธีและใช้อย่างสม่ำเสมอ จะมีอัตราตั้งครรภ์ 3 ราย ใน 100 ราย ที่ใช้ใน 1 ปี

วิธีใช้ถุงยางอนามัย

ถุงยางอนามัยเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง โดยการใช้ถุงยางอนามัยควรใช้ก่อนที่อวัยวะเพศทั้งสองฝ่ายจะสัมผัสกัน เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการสวมจะต้องให้อวัยวะเพศชานแข็งตัวเต็มที่แล้ว ซึ่งขั้นตอนการใช้ถุงยางอนามัยมีดังนี้
  • ฉีกซองอย่างระมัดระวัง แล้วหยิบออกจากซองอย่างนิ่มนวล ระวังอย่าให้ถุงยางอนามัยสัมผัสกับเล็บหรือของประดับที่มีคม 
  • ถุงยางอนามัยบรรจุในซองในลักษณะม้วนเป็นรูปวงแหวน ให้รอยม้วนอยู่ด้านนอก คลี่ถุงยางออกมาสัก 1 – 2 เซนติเมตร 
  • ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บีบกระเปาะ (ติ่งตรงปลาย) ไล่ลมออก น้ำมาครอบปลายอวัยวะเพศ (ถ้าหนังหุ้มยาว ต้องรูดขึ้นไปให้พ้นปลายหัว) 
  • ใช้อีกมือรูดถุงยางขึ้นไปจนถึงโคน (อีกมือยังคงบีบปลายติ่งอยู่) 
  • ถ้าใส่ถูกต้อง ตรงติ่งต้องแบนไม่มีลมอยู่ภายใน (ถ้าเป็นแบบปลายมา ต้องเหลือปลายถุงยางไว้ประมาณ 1 เซนติเมตร) ทั้งนี้เพื่อป้องกันถุงยางอนามัยแตก 
  • ถ้าความหล่อลื่นไม่พอก็สามารถทาสารหล่อลื่นเพิ่มเติมได้ แต่ต้องหลังจากสวมใส่แล้ว และสารหล่อลื่นที่ใช้ต้องเป็นสารที่มีส่วนผสมเป็นน้ำหรือซิลิโคน ห้ามใช้วาสลินเนื่องจากมี petroleum เป็นส่วนประกอบ 
  • หลังเสร็จกิจต้องรีบถอนอวัยวะเพศออกทันทีก่อนที่จะอ่อนตัว เพื่อป้องถุงยางหลุดค้างในอวัยวะเพศของฝ่ายหญิง โดยมือต้องจับขอบปลายส่วนเปิดไว้ด้วย และต้องระมัดระวังไม่ให้มือไปโดนด้านนอก ของถุงยางที่มีสารคัดหลั่งของฝ่ายหญิงอยู่ เพราะอาจติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ (กรณีมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่มิใช่ภรรยา) 
  • เมื่อถอดออกแล้ว ให้ทดสอบรอยรั่วได้โดยเอาไปรองน้ำจากก๊อกใส่ถุงยางที่ใช้แล้ว ถ้ารั่วก็จะเห็นได้ 

ถุงยางอนามัยสตรี

ผลิตจากโพลียูรีเธน โปร่งใส ยืดหยุ่น และมีความทนทาน มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับถุงยางอนามัยผู้ชาย คือ คุมกำเนิด และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกชนิด รวมทั้งเอดส์ด้วย



วิธีใช้ คือ ใช้นิ้วหัวแม่มือนิ้วชี้และนิ้วกลางจับขอบห่วงถุงยางให้ถนัดแล้วบีบขอบห่วง ในให้ห่อตัวเล็กลง นั่งท่าที่เหมาะสม เช่น นั่งยอง ๆ หรือยกขาข้างใดข้างหนึ่งวางบนเก้าอี้แล้วค่อย ๆ สอดห่วงถุงยางที่บีบไว้เข้าไปในช่องคลอด ดันให้ลึกที่สุด ใช้นิ้วสอดเข้าไปในถุงยางจนนิ้วสัมผัสกับขอบล่างของห่วงด้านใน แล้วจึงดันขอบห่วงถุงยางลึกเข้าไปในช่องคลอด ให้ถึงส่วนบนของเชิงกระดูกหัวเหน่า ด้วยการงอนิ้วไปทางด้านหน้าของตัวคุณให้ลึกเข้าไปในปากช่องคลอดประมาณ 2-3 นิ้ว ในการถอดถุงยางให้หมุนบิดปิดปากถุง เพื่อให้น้ำอสุจิคงอยู่ภายในถุงยาง แล้วจึงค่อย ๆ ดึงออก

Syphilis



Syphilis



เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Treponema pallidum เชื้อนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อเมือกเช่น ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ ปาก เยื่อบุตา หรือทางผิวหนังที่มีแผล เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้ากระแสเลือด และไปจับตามอวัยวะต่างๆทำให้เกิดโรคตามอวัยวะและทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาว โรคนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะได้แก่

1. Primary

2. Secondary

3. Latent

4. Tertiary (or late)


คนเราติดเชื้อโรคนี้ได้อย่างไร

การติดต่อจะติดต่อจากคนสู่คนโดยการสัมผัสผ่านแผล Chancre


ทางเพศสัมพันธ์

  • เชื้อโรคสามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยผ่านทางเยื่อบุช่องคลอด ท่อปัสสาวะ
  • เชื้อโรคจะติดต่อได้บ่อยในระยะ primary เนื่องจากระยะนี้จะไม่มีอาการ
  • ในระยะ secondary จะมีหูดระยะนี้จะมีเชื้อโรคปริมาณมากหากสัมผัสอาจจะทำให้เกิดการติดต่อ

การติดต่อทางอื่น

  • เชื้อจะอ่อนแอตายง่ายดังนั้นการสัมผัสมือหรือการนั่งโถส้วมจะไม่ติดต่อ
  • หากผิวหนังที่มีแผลสัมผัสกับแผลที่มีเชื้อก็ทำให้เกิดการติดเชื้อ
จากแม่ไปลูก

  •  เชื้อสามารถติดจากแม่ไปลูกขณะตั้งครรภ์และขณะคลอด

อาการของโรค

1 Primary Syphilis

ในระยะ primary รอยโรคจะปรากฏเป็นแผลริมแข็ง Chancre ซึ่งจะมีลักษณะที่สำคัญดังนี้



· หลังจากได้รับเชื้อ 10-90 วันโดยเฉลี่ยประมาณ 21 วัน จะมีตุ่มแดงแตกออกเป็นแผลที่อวัยวะเพศ ตรงบริเวณที่เชื้อเข้า

· แผลมักจะเป็นแผลเดียว ไม่เจ็บ ขอบนูน ต่อมน้ำเหลืองจะโตกดไม่เจ็บ

· ตำแหน่งที่พบได้บ่อยได้แก่ อวัยวะเพศชาย อัณฑะ ทวารหนัก ช่องคลอด ริมฝีปาก

· แผลจะอยู่ 1-5 สัปดาห์แผลจะหายไปเอง

· แม้ว่าแผลจะหายไปแต่ยังคงมีเชื้ออยู่ในกระแสเลือด

· สำหรับผู้ที่เป็นโรคเอดส์ และมีขนาดใหญ่และมีอาการเจ็บมาก

· การตรวจเลือกในช่วงนี้อาจจะให้ผลลบได้ร้อยละ 30


2 Secondary Syphilis

· ระยะนี้จะเกิดหลังได้รับเชื้อ 17วัน- 6 เดือน

· ผู้ป่วยจะมีอาการอยู่ประมาณ 2-6 สัปดาห์แล้วจะหายไปแม้ว่าจะไม่ได้รับการรักษา

· ต่อมน้ำเหลืองโต

· ปวดตามข้อเนื่องจากข้ออักเสบ

อาการที่สำคัญมีดังนี้


· มีผื่นสีแดงน้ำตาลที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ไม่คัน

· ผื่นนี้สามารถพบได้ทั่วตัว ทั้งฝ่ามือ ฝ่าเท้า

· จะพบหูด Condylomata lata บริเวณที่อับชื้น เช่นรักแร้ ทวารหนัก ขาหนีบ

· จะพบผื่นสีเทาในปาก คอ และปากมดลูก

· ผมร่วงเป็นหย่อมๆ

· ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สบาย

· อาการเหล่านี้จะอยู่ได้ 1-3 เดือนหายไปได้เอง และอาจจะกลับเป็นซ้ำ

· การตรวจเลือดในช่วงนี้จะให้ผลบวก

3 Latent Stage ระยะแฝง

· ช่วงนี้ผู้ป่วยไม่มีอาการของโรค ช่วงนี้กินเวลา 2-30 ปีหลังจากได้รับเชื้อ

· ในช่วงนี้จะทราบได้โดยการเจาะเลือดตรวจ

· ในระยะนี้อาจจะเกิดผื่นเหมือนในระยะ Secondary Syphilis

· ในระยะนี้หากตั้งครรภ์ เชื้อสามารถติดไปยังลูกได้

4 Late Stage (Tertiary)

· ระยะนี้จะกินเวลา 2-30 ปีหลังได้รับเชื้อ

· ระยะนี้เชื้อโรคจะทำลายอวัยวะต่างๆเช่น หัวใจและหลอดเลือด สมองทำให้อ่อนแรงหรืออาจจะตาบอด กระดูกหักง่าย

· หากไม่รักษาให้ทัน อวัยวะต่างๆจะถูกทำลายโดยที่ไม่สามารถกลับเป็นปกติ

· การตรวจเลือดอาจจะให้ผลลบได้ร้อยละ30

Congenital Syphilis

หมายถึงทารกที่ติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เด็กจะมีอาการดังนี้

· เด็กจะมีอาการหลังคลอด 3-8 สัปดาห์

· อาการอาจจะมีเล็กน้อยจนไม่ทันสังเกตเห็น ทำให้ไม่ได้รับการรักษา

· เด็กโตขึ้นจะกลายเป็นระยะ Late Stage (Tertiary)


จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นซิฟิลิส

การตรวจวินิจฉัยโรคนี้สามารถทำได้โดยการนำหนองจากแผล หรือเลือดไปตรวจหาตัวเชื้อ การตรวจเชื้อทำได้โดย Darkfield Exam

· การตรวจทำไดโดยการน้ำเหลืองจากแผลหรือผื่นที่สงสัยไปตรวจ

· นำน้ำเหลืองนั้นไปส่องกล้องเพื่อหาตัวเชื้อ

· การตรวจนี้สามารถวินิจฉัยได้ทั้งระยะ Primary Syphilis และ Secondary Syphilis



การตรวจเลือด

· การเจาะเลือดตรวจหาภูมิต่อเชื้อซิฟิลิสทำได้ 2วิธีคือ

· การเจาะเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มกันซึ่งไม่เฉพาะเจาะจงต่อเชื้อซิฟิลิส ได้แก่การเจาะ VDRL (Venereal Disease Research Laboratory) หรือ RPR (Rapid Plasma Reagent) หากให้ผลบวกต้องเจาะเลือดอีกเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

· การเจาะเลือดเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโดยการเจาะ FTA-ABS (Fluorescent Treponemal Antibody Absorption Test) หรือ MHA-TP (Microhemagglutination-Treponema Pallidum)

ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่เคยเป็นซิฟิลิสมาก่อนอาจจะให้ผลบวกหลอกโดยที่ไม่เป็นโรค

· Cerebrospinal Fluid Test การตรวจน้ำไขสันหลังจะทำในรายสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อในระบบประสาท

ใครที่ต้องตรวจหาเชื้อซิฟิลิส

· คนตั้งครรภ์

· เกย์

· เป็นโรคเอดส์

· มีคู่ครองที่ผลเลือดการตรวจพบเชื้อโรคเอดส์

การรักษาโรคนี้ต้องทำอย่างไร

· ยาที่ใช้รักษาคือ Penicillin

· หลังจากรักษา 6 เดือนต้องตรวจซ้ำหลังจากนั้นตรวจทุกปี

















โรคเอดส์ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome)



โรคเอดส์ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome)







เกิดจากเชื้อไวรัส HIV (HUMAN IMMUNODEFICIENCY VIRUS) ไปส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยการเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิด Helper T-cells หรือเรียกอีกอย่างว่า CD4 cells ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่ในการตรวจหาเชื้อโรค ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสมีภูมิคุ้มกันต่ำ และติดโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ง่าย เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว



สาเหตุที่ทำให้เกิดการติดต่อของโรค


1.ทางเลือด

2.การมีเพศสัมพันธ์

3.น้ำนมแม่

4.จากแม่สู่ลูก


แต่เชื้อ HIV จะไม่ติดต่อผ่านทาง น้ำลาย น้ำตา และการสัมผัส



อาการของโรคเอดส์


ระยะที่ 1 EARLY STAGE OF HIV

หลังจากได้รับเชื้อไวรัสHIV เป็นเวลา2-4สัปดาห์ ผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายไข้หวัด คือมีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต ผื่นตามตัว แขน ขาชาหรืออ่อนแรง




ระยะที่ 2 CLINICAL LATENCY STAGE


เป็นระยะที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ อาจเป็นไข้เรื้อรัง น้ำ หนักลด หรือท้องเสียงเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้อาจมีเชื้อราในช่องปาก งูสวัด เริมในช่องปากหรืออวัยวะเพศ ผื่นคันตามแขนขา




ระยะที่ 3 PROGRESSION TO AIDS


ป็นระยะที่มีภูมิต้านทานลดลงมาก ทำให้ติดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่ายขึ้น เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น




การวินิจฉัยโรค


HIV test โดยการนำเลือดไปตรวจดู Antibody




การป้องกันโรค


1. การป้องกันขณะมีเพศสัมพันธ์ เช่นการใช้ถุงยางอนามัย


2. ไม่มีเพศสัมพันธ์กับหลายๆคน


3. การวินิจฉัยโรคก่อนการตั้งครรภ์

อ้างอิง
https://www.aids.gov/hiv-aids-basics/prevention/reduce-your-risk/understanding-risk-activities/

โรคหนองในแท้

โรคหนองในแท้ (Gonorrhea)


โรคหนองในแท้ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การติดเชื้อ Chlamydia

สาเหตุ

การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันทั้งทางปาก ช่องคลอด หรือทวารหนัก  โดยเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ชอบที่อบอุ่นและชื้น จึงจะอยู่บริเวณตา คอ ช่องคลอด ระบบสืบพันธ์เพศหญิง กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น

                               
Neisseria gonorrhoeae

อาการ

        ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการภายใน 14 วัน หลังจากติดเชื้อ

ในผู้ชาย
        เบื้องต้นจะรู้สึกแสบระหว่างปัสสาวะ หลังจากนั้นจะมีอาการอื่นๆตามมา คือ
- ปัสสาวะบ่อย
- มีสารคัดหลั่งออกมาจากอวัยวะเพศ (สีขาว เหลือง หรือเขียว)
- มีอาการปวดและบวมของถุงอัณฑะ
- เจ็บคอ

ในผู้หญิง
        ระบุอาการค่อนข้างยากเนื่องจากมีอาการของโรคนี้ในผู้หญิงคล้ายๆกับติดเชื้อที่ช่องคลอดทั่วๆไป
- สารคัดหลั่งออกมาจากช่องคลอด
- แสบระหว่างปัสสาวะ
- ปัสสาวะบ่อย
- เจ็บคอ
- ปวดท้องน้อย
- ไข้ขึ้น

ทั้งนี้เชื้ออาจเข้าสู่กระแสเลือดทำให้มีอาการบริเวณส่วนอื่นๆของร่างกายได้ เช่น ข้อ



การวินิจฉัยโรค

วินิจฉัยจากอาการ การมีเพศสัมพันธ์ การตรวจบริเวณอวัยวะเพศ ตรวจเชื้อบริเวณแผลจากปาก มดลูก ท่อปัสสาวะ ทวารหนัก คอ

วิธีการรักษา

การรักษาโรคหนองใน คือ การใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งใช้ได้ผลดี แต่ในหลายพื้นที่อาจมีเชื้อดื้อยาได้ ดังนั้น หลังการรักษา ถ้ายังคงมีอาการ จึงควรต้องกลับมาปรึกษาแพทย์อีกครั้ง
นอกจากนั้น จำเป็นต้องตรวจหาการติดเชื้อที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆที่อาจพบร่วมด้วยโดยเฉพาะ เชื้อ เอชไอวี(HIV) หรือ โรคเอดส์
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายาปฏิชีวนะจะรักษาโรคให้หายแล้ว แต่ยาปฏิชีวนะไม่สามารถซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย ซึ่งเกิดจากภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวไปแล้วได้ นอกจากนั้น หากยังไปสัมผัสโรคอีก ก็กลับมาเป็นโรคอีกได้




Sources :
The Healthline Written by Dale Kiefer
ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง เจศฏา ถิ่นคำรพhttp://haamor.com/th/หนองใน/

โรคหนองในเทียม

โรคหนองในเทียม (Chlamydia Infection)


โรคหนองในเทียม เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อย

CNLAMYDIA SEXUALLY TRANSMITTED
การติดเชื้อ Chlamydia

สาเหตุ

การมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ป้องกันทั้งทางปาก ช่องคลอด หรือทวารหนัก ทำให้แบคทีเรีย Chlamydia trachomatis สามารถแพร่กระจายไปได้ โดยเชื้อนี้ยังสามารถแพร่ไปสู่ลูกได้อีกด้วย


Chlamydia trachomatis

อาการ

        ในระยะแรก ร่างการจะยังไม่แสดงอาการออกมา แต่จะมามีอาการตอนระยะหลัง ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้
        ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการ 1-3 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อ อาการที่ว่าคือ
                1.รู้สึกแสบระหว่างปัสสาวะ
                2.มีของเหลวสีเหลืองหรือเขียวไหลออกมาจากอวัยวะเพศ
                3.ปวดท้องน้อย
                4.มีอาการปวดบวมบริเวณลูกอัณฑะ
                5.มีเลือดออกผิดปกติระหว่างประจำเดือนในผู้หญิง
อาการอื่นๆที่อาจพบได้ คือ การอักเสบของข้ออันเนื่องมาจากการติดเชื้อหนองในเทียมซึ่งพบได้น้อยมาก บางรายอาจมีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง บางรายอาจมีการอักเสบของดวงตา และ/หรือของท่อปัสสาวะได้ด้วย เรียกกลุ่มอาการนี้ว่า กลุ่มอาการไรเทอร์ (Reiter's syn drome).
นอกจากนี้อาจมีภาวะแทรกซ้อนคือ ภาวะมีบุตรยาก มดลูกหรืออวัยวะข้างเคียงอักเสบ สตรีมีครรภ์อาจคลอดก่อนกำหนด ผู้ป่วยอาจมีโอกาสติดเชื้อ HIV เพิ่มขึ้น

การวินิจฉัยโรค

เก็บสารคัดหลั่งจากตำแหน่งที่ต้องการตรวจเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการหาเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis


วิธีการรักษา

การรักษาโรคนี้ไม่ยาก โดยการใช้ยาปฏิชีวนะ Azithromycin หรือ Doxycycline นอกจากนั้น ควรงดเพศสัมพันธ์ตั้งแต่สงสัยว่าติดโรคจนกระทั่งครบ 7 วันหลังจากที่รับประทานยาเม็ดสุดท้าย และคู่นอนควรต้องได้รับการตรวจรักษาที่เหมาะสมเช่นเดียวกัน และควรได้รับการตรวจซ้ำ 3 เดือนหลังการรักษา




Sources :
The Healthline Editorial Team
รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง วรลักษณ์ สมบูรณ์พร

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ทำความรู้จักโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

   
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted diseases : STDs) คือโรคที่สามารถติดต่อได้จากการติดเชื้อจากผู้อื่นที่เป็นโรคจากการมีเพศสัมพันธ์ผ่านทางเลือด, น้ำอสุจิ, ของเหลวในช่องคลอด หรือสารคัดหลั่งต่างๆ บางครั้งยังสามารถเกิดจากการติดต่อที่ไม่ใช่จากการมีเพศสัมพันธ์ ยกตัวอย่างเช่น การติดต่อจากแม่สู่ลูกในครรภ์ การถ่ายเลือด (blood transfusion) หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันในการสักหรือเสพยาเสพติด  
มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถติดเชื้อในลักษณะนี้จากผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงหรือไม่มีแนวโน้มที่จะมีโรคเพราะบางครั้งโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะไม่แสดงอาการของโรค บางครั้งจึงใช้คำว่า การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted infection : STIs ) แทนคำว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจเป็นเชื้อไวรัส, แบคทีเรีย หรือโปรติสต์ และสามารถติดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย แต่สำหรับผู้หญิงนั้นอาจเกิดผลเสียที่รุนแรงกว่า รวมถึงการถ่ายทอดเชื้อให้ลูกในครรภ์อีกด้วย

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีมากมายหลายชนิด ตัวอย่างของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีดังนี้

- หนองในแท้ (gonococcal urethritis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeae
- หนองในเทียม (non gonococcal urethritis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Chlamydia trachomatis
- เริม (genital herpes) เกิดจากเชื้อไวรัส HSV
- เอดส์ (AIDS) เกิดจากเชื้อไวรัส HIV
- ซิฟิลิส (syphilis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Treponema palidum
- หูด (genital wart) เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV
- ช่องคลอดอักเสบ (trichomoniasis) เกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัวชื่อ Trichomonas vaginalis




Trichomonas vaginalis



Human immunodeficiency virus
Chlamydia trachomatis


สำหรับโรคที่เกิดจากแบคทีเรียหรือปรสิตอื่นๆสามารถรักษาได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะ แต่โรคที่เกิดจากไวรัสส่วนมากจะไม่มียารักษา แต่จะมียาที่ช่วยบรรเทาอาการหรือบรรเทาโรค และต้องรอให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงาน

Sources :
US national library of medicine : MedlinePlus
https://www.nlm.nih.gov/medlineplus/sexuallytransmitteddiseases.html
Mayo Foundation for Medical Education and Research
http://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/sexually-transmitted-diseases-stds/home/ovc-20180594?p=1